เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
 
Mobile    
ค้นหา:
  รถเข็น
สถิติของเวบไซต์
 
 
เปิดเวบเมื่อ 02/07/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 20/11/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 5027
1000159000315
 

หมวดหมู่สินค้า/บริการ
 
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (5027)
 พระพุทธชินสีห์
พระศาสดา
 พระไพรีพินาศ
 พระนิรันตราย
 พระแก้วมรกต
 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
 เนื้อทองคำ
 พระผง
 พระบูชา
 พระเครื่องสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ )
 ในหลวง
 พระนางพญา
 หนังสือ
 พระประจำวันเกิด
 พระเครื่องของวัดอื่น ๆ
 พระพิฆเนษ
 จตุคามรามเทพ
 โบว์ชัวร์พระเครื่อง
 พระเกจิอาจารย์
 บาตรน้ำมนต์
 พระสมเด็จสุคโต
 พระแก้วมรกต
 พระโชว์
 พระสวยแชมป์ ติดรางวัลงานประกวดต่างๆ
 อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
 วัตถุมงคลคุ้มเกล้า พระกริ่งศิรากาศ
 เหรียญสนทนาธรรม
 เหรียญสมเด็จพระญาณสังวร
อุปกรณ์ กล้องส่องพระ
สิ่งมงคลสักการะ รุ่น ๑ ศตวรรษ พระสังฆราช
 พระสมเด็จอรหัง ปี 2519
 พระกริ่งอุดมสมบูรณ์ (กริ่งปุ้มปุ้ย)
 ศึกษาและสะสม
 พระกริ่งนิรันตราย - พระไพรีพินาศ
 เหรียญทรงผนวชทุกรุ่น
 พระกริ่ง ๗ รอบ สมเด็จพระญาณสังวร
 วัตถุมงคลรุ่น ๘๐ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร
 พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ปวเรศ ปี 2530
 พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ วัดตรีทศเทพ ปี 2530
 พระกริ่งโภคทรัพย์ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2535
 พระชินสีห์ ภปร. ทนฺโต เสฏฺโฐ (ผสมพระทนต์ในหลวง)
 พระนิรันตราย รุ่น สนง.ตำรวจแห่งชาติสร้าง
 วัตถุมงคล รุ่น ๕ รอบ สมเด็จพระญาณสังวร ปี ๒๕๑๖
 พระพุทธชินราช รุ่น รักแผ่นดินเกิด
 พระสมเด็จนางพญา สก. ๕ รอบ พระราชินี
 เหรียญบาตรน้ำมนต์ ปี 2523
 สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) พระองค์ที่ ๑๘
 พระพุทธชินราช รุ่นรักแผ่นดินเกิด
 พระกริ่งสุวัฑฒโน รุ่นแรก 2521
 พระกริ่งไพรีพินาศและกริ่งนวปทุม ปี ๒๕๓๕
 พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร รุ่นผ้าป่าสิงห์
 เหรียญหนึ่งในสยาม หลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปี ๒๕๑
 เหรียญสมเด็จพระสังฆราช รุ่น 600 ปี วัดเจดีย์หลวง
 พระกริ่งวชิรมงกุฏ พ.ศ. 2511
 สิ่งมงคลสักการะ ชุด 99 พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวร
 พระกริ่งภูริทัตโต พ.ศ. ๒๕๒๐
 เหรียญสมเด็จพระญาณสังวร รุ่น ครบรอบ ๑ ปี การสภาปนา
 กริ่ง ๘ รอบ ๙๖ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวรฯ
 พระกริ่งโสฬส มปร. วัดราชประดิษฐ พ.ศ.๒๕๑๕
 รูปเหมือนสมเด็จพระญาณสังวร ทุกต่างๆ
 พระกริ่งนิรันตราย วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2538
 พระกริ่งยอดแก้ว สมเด็จพระสังฆราช 92 พรรษา 2548
 วัตถุมงคลรุ่น ๘ รอบ ๙๖ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช ๒๕๕๒
 เหรียญที่ระลึกครบ 1 ปี การสถาปนาฯ สมเด็จพระสังฆราช
 พระรูปเหมือน สมเด็จพระญาณสังวร รุ่นแรก ปี 2531
 พระกริ่งไพรีพินาศ รุ่นเขาค้อ พ.ศ. 2520
 เหรียญพระมหาชนก พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก
 จองพระ
 เหรียญพระนเรศวรมหาราช
 พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร
 

บริการของร้านค้า
 
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน
 

จดหมายข่าว
 
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ
 

เว็บลิงค์
 
พระสมเด็จศาสดา รุ่นแรก วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งฉลองพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร 2528
พระกริ่งพุทธนิมิตที่ระลึกรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระวันรัต 5 ธันวาคม 2552
วิธีบูชาพระไพรีพินาศให้เกิดผล
ประวัติพระ ภปร. พ.ศ.2508 วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งปวเรศ ปี 2530 วัดบวรนิเวศวิหาร
พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ลำดับที่ ๑
พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๒
พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๓
พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช เจ้า กรมหลวงวชิรญาณววศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๔
ประวัติพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๕
พระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๖
งานฉลองพระชันษา ๙๖ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
พระปั้นหย่า พระตำหนักที่ในหลวงทรงประทับ ขณะทรงผนวช
พระตำหนักของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ประทับ ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ตำหนักบัญจบเบญจมา สถานที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ต้นสักที่ในหลวงทรงปลูกขณะทรงผนวช ปี ๒๔๙๙
 

Ẻͺ͹Ź
 
 







เพิ่มอีกช่องทางสำหรับการติดต่อกันครับ.... 1. ไลน์ ID : pm_petch  2. กลุ่ม Facebook  : พระเครื่องวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) พระองค์ที่ ๑๘ >> พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521 80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว)

พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521  80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521  80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว)








  Tell a Friend
พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521  80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521  80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521  80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระกริ่ง วาสนะ พ.ศ. 2521 80 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯเนื้อนวะ พ (เช่าบูชาไปแล้ว)

รหัสสินค้า: 004741
(เช่าบูชาไปแล้ว)
รายละเอียด:

  พระกริ่งวาสนะ 2521 ฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ เนื้อนวะ มาพร้อมกล่องครบถ้วน

 

       จำนวนสร้างแค่ 1,881 องค์เท่านั้น หายากครับ ด้านหลังมีโค๊ตเลข 18 อันหมายถึงทรงเป็นพระสังฆราช พระองค์ที่ 18 สภาพทั่วไปของพระกริ่งองค์นี้นั้น ยังคงสภาพเดิมๆ ไม่ผ่านการใช้งานเหมือนองค์อื่นๆ ที่เห็นทั่วไป เพราะฉะนั้น องค์พระจึงมีสีสรรเดิมๆ ยังไม่กลับดำ ....สวยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบพระที่ยังคงสภาพเดิมๆ อยู่ ไม่ผ่านการใช้งาน.......

 

 
 
 

 

  จัดสร้างเป็นที่ระลึกในคราวที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธฯ (สังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา โดยทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  พระกริ่งครบรอบพระชนมายุ 80 พรรษาของพระองค์ท่านนั้น มีจำนวนการสร้างสร้างน้อย พิธีใหญ่มาก โดยมีหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และพระเกจิสายกรรมฐานเสกเพียบ โดยพิธีมหาพุทธาภิเษกได้จัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2521 

1.เนื้อทองคำ 81 องค์ ,

2.นวโลหะมีเพียง 1,881 องค์

 

     โดยส่วนใหญ่พระเถราจารย์ที่เข้าร่วมพิธีเป็นพระเถราจารย์สายกรรมฐาน (สายวัดป่า)เกือบทั้งนั้น 

  ***ออกแบบและแกะแม่พิมพ์โดยช่างเกษม มงคลเจริญ 

 

 
**************************************************************************************************************
 
 
 
 
พระประวัติและปฏิปทา 
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
พุทธศักราช ๒๕๑๗-๒๕๓๑ 
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร 
แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 
 
 
พระประวัติในเบื้องต้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) มีพระนามเดิมเมื่อแรกประสูติว่า “มัทรี นิลประภา” ภายหลังจึงทรงเปลี่ยนเป็น “วาสน์” พระนามฉายาว่า “วาสโน” ประสูติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๔๐ เวลา ๑๙.๓๓ น. ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๑ ค่่า เดือน ๔ ปีระกา 
เป็นชาวต่าบลบ่อโพลง อ่าเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมบิดามีนามว่า “บาง นิลประภา” โยมมารดามีนามว่า “ผาด นิลประภา” ครอบครัวมีอาชีพท่านา เมื่อแรกประสูติโยมบิดามารดาให้ชื่อว่า “มัทรี” 
เมื่อทรงบรรพชาเป็นสามเณรจึงเปลี่ยนเป็น “วาสน์” จากซ้ายมาขวา : ท่านผาด นิลประภา (มารดา), ท่านบาง นิลประภา (บิดา) และคุณขนมต้ม อมาตยกุล (โยมบวช) 
 
สมัยเยาว์วัย ทรงเล่าเรียนหนังสือไทยที่วัดโพธิ์ทองซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ต่อมาได้เข้ามาเป็นศิษย์ของ 
พระญาณดิลก แต่เมื่อยังเป็น พระมหารอด วราสโย วัดเสนาสนาราม ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา 
ซึ่งครั้งนั้นยังเรียกว่า กรุงเก่า และได้ทรงเล่าเรียนหนังสือไทยต่อในโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า 
(คือโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ในป๎จจุบัน) จนสอบไล่ได้เทียบชั้นมัธยมปีที่ ๒ จึงได้ย้ายเข้ามาอยู่วัดราชบพิธ โดยเป็น 
 
ศิษย์ของ พระอมรโมลี แต่เมื่อยังเป็น พระมหาทวี ธรมธัช ป.ธ. ๙ เหตุที่ทรงย้ายเข้ามาเข้าอยู่ วัดราชบพิธนั้น ได้ทรงบันทึกเล่าไว้อย่างน่าฟ๎งว่า “สมัยเป็นนักเรียนอายุประมาณ ๑๔-๑๕ ปี เป็นศิษย์อยู่ในปกครองของพระมหารอด วราสโย (ภายหลังเป็นพระราชาคณะที่พระญาณดิลก) เจ้าอาวาสวัดเสนาสนาราม พระนครศรีอยุธยา สมัยยังมีชื่อว่า กรุงเก่า ได้มีญาติผู้ใหญ่ชั้นลูกพี่ลูกน้องของยายซึ่งได้น่าลูกชายมาฝาก ให้อยู่ในปกครองของพระผู้เป็นญาติ (พระมหาทวี ป.ธ. ๙) วัดราชบพิธอยู่ก่อนแล้ว ได้รับการแนะน่าจากพระผู้เป็นญาตินั้นว่า ให้พิจารณาเลือกดูนิสัยใจคอของลูกหลานแถวย่านบ้านบ่อโพง ถ้าเห็นคนไหนที่มีนิสัยดี ฉลาดเฉลียวพอควร ก็ให้น่ามาอยู่ด้วย เพื่อจะได้เป็นเชื้อสายอยู่ในวัดราชบพิธนี้สืบไป เราเป็นลูกหลานคนหนึ่งที่ญาติผู้ใหญ่นั้นเห็นว่า มีนิสัยควรส่งให้มาอยู่ในส่านักพระผู้เป็นญาติได้ ท่านจึงแนะน่ากะพ่อแม่ให้ทราบถึงความหวังเจริญสุขของลูกต่อไปภายหน้า แม่เต็มใจยินดีอนุญาต เพราะมีความตั้งใจ
อยู่แล้วว่า มีลูกชายคนเดียวจะพยายามส่งเสียไม่ต้องให้มาท่านากินเหมือนพ่อแม่ เมื่อพ่อก็เห็นชอบที่จะส่งลูกให้มาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว จึงเป็นอันเตรียมตัวได้ ขณะนั้น เราก่าลังเรียนหนังสือไทยอยู่ที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า (ป๎จจุบันคือโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย) เมื่อได้แจ้งการขอลาออกจากโรงเรียน เพื่อไปอยู่บางกอก (เรียกตามสมัยนั้น) แล้ว ญาติผู้ใหญ่จึงได้ก่าหนดวันน่ามาบางกอก โดยพ่อแม่ก่าลังติดการเกี่ยวข้าวอยู่ (ประมาณเดือนธันวาคม) จึงไม่ได้น่ามาด้วยตนเอง ขอบรรยายถึงความรู้สึกในสมัยนั้น คราวโดยสารรถไฟเข้าบางกอก เนื่องด้วยได้อ่านหนังสือแบบเรียน ธรรมจริยาเล่าถึง รถเจ็ก รถไอ และผู้คนบ้านเรือนชาวบางกอก ท่าให้นึกอยากเห็น อยากดูของจริงมาแต่สมัยนั้นแล้ว พอขึ้นรถไฟ ก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ ชอบดูภูมิประเทศโดยเฉพาะทิวไม้ที่ห่างไกล เมื่อรถไฟแล่นไป ชวนให้เห็นว่าต้นไม้เหล่านั้นวิ่งตามไปด้วย คล้ายกับที่ครูสอนว่า โลกเราเดิน พระอาทิตย์ไม่ได้เดิน เพราะเราอยู่ในรถไฟที่วิ่งไปตามรางท่าให้เราเห็นทิวต้นไม้วิ่งตาม ไม่รู้ว่ารถวิ่ง พอรถไฟผ่านสถานีสามเสน ก็ยืนเกาะหน้าต่างรถไฟจ้องดูรถเล็กที่วิ่งอยู่ตามถนน ด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นของจริงๆ ดีกว่าเห็นรูปในหนังสือ (สมัยนั้นสถานีกรุงเทพฯ อยู่ที่นพวงศ์) ญาติพาออกจากสถานี มาขึ้นรถไอ ยิ่งตื่นตาตื่นใจยิ่งนักที่ได้โดยสาร จนรถวิ่งมาถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า ก่าลังรอหลีก จึงลงเดินมาวัดราชบพิธ ด้วยความระมัดระวังตัวแจ เพราะเคยได้ฟ๎งมาว่า คนบ้านนอกเข้ากรุงมักเหม่อมองชมผู้คนบ้านเรือน จนกระทั่งเหยียบอ่างกะปิที่เจ้าของน่ามาตาก ที่หน้าร้านริม
ทางเดินโดยไม่ทันรู้ตัว เมื่อได้พบพระผู้เป็นญาติแล้ว ตกลงจะให้บวชเป็นสามเณร ตอนนี้รู้สึกผิดหวัง เพราะนึกว่าจะต้องมาเรียนหนังสือไทยต่อ แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นดีงามเช่นนั้นก็จ่าอนุโลมตาม การที่ได้รับการพิจารณาเลือกเฟูนนิสัยใจคอ ความประพฤติว่า เป็นผู้มีแววสมควรให้จากบ้านมาอยู่วัดราชบพิธ
ครั้งนี้ได้ จึงถือว่า เป็นรางวัลในชีวิต ครั้งที่ ๑ เมื่อได้อยู่เป็นศิษย์ ติดตามไปในงานต่างๆ เป็นการเปิดหูเปิดตา ในฐานะเป็นลูกศิษย์ต้องนุ่งผ้าพื้น สวมเสื้อ ๕
ตะเข็บ ประมาณ ๒ เดือนเศษ ก็เตรียมการท่องบ่นวิธีบรรพชาไปพลาง มีเรื่องข่าที่ควรจ่า เรื่องของเด็กบ้านนอกอยู่ตอนหนึ่ง คือเป็นระเบียบของวัด ใครจะบรรพชาอุปสมบท ผู้ปกครองจะต้องน่าขึ้นเฝูาถวายตัวต่อเจ้าอาวาส คือกรมหมื่นชินวรสิริรวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท) ถึงฤกษ์งามยามดี ผู้ปกครองน่าขึ้นเฝูาในต่าหนักที่ประทับ พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนแพ มีตะลุ่มรองตามระเบียบเฝูาเจ้านาย ฆราวาสจะต้องใช้กิริยาหมอบ แต่เราไม่ได้รับการแนะน่าฝึกหัดไว้ก่อน เมื่อถวายดอกไม้ธูปเทียนแล้ว คงถอยออกมานั่งพับเพียบตัวตรงอยู่ แม้ผู้ปกครองจะถลึงตาเป็นเชิงให้หมอบก็หารู้ความประสงค์ไม่ จนถึงเวลาทูลลากลับ ถูกผู้ปกครองดุเมื่อตอนกลับจากต่าหนักเอาว่า “อ้ายเซ่อ ไม่รู้จักระเบียบ” วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร 
ทรงบรรพชา 
ครั้นเมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา หลังจากมาอยู่วัดราชบพิธได้ประมาณ ๔-๕ เดือน ก็ทรงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวง ชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (หม่อมเจ้าภุชงค์ 
ชุมพูนุท สิริวฑฺฒโน) วัดราชบพิธ ครั้งยังด่ารงพระยศกรมหมื่น เป็นพระอุป๎ชฌาย์ และ พระวินัยมุนี 
(แปลก วุฑฺฒิญาโณ) วัดราชบพิธ เป็นพระศีลาจารย์ เมื่อปีชวด วันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ 
 
เมื่อครั้งยังทรงเป็นสามเณรวาสน์ นิลประภา พ.ศ. ๒๔๕๖ 
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระอุป๎ชฌาย์ในคราวทรงบรรพชาและอุปสมบท ได้ทรงบันทึกเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งทรงบรรพชา และทรงศึกษาเล่าเรียนที่วัดราชบพิธ
ไว้ว่า “ถึงคราวบรรพชา ได้บรรพชาเป็นหางนาคของสามเณรโชติ เปรียญ ๓ ประโยค 
ซึ่งเป็นญาติของผู้ปกครอง มีข้าหลวงเจ้านายในวังหลวง (ม.ร.ว.แปูน มาลากุล) เป็นผู้
อุปการะจัดเครื่องอัฐบริขาร ส่วนเรา หม่อมเจ้าหญิง ไขศรี ปราโมช ผู้อุปการะท่าน
ผู้ปกครอง รับจัดบริขารให้ (จ่าได้ว่า มีพรมขนาดปูหน้าเตียง ๑ ที่นอน ๑ หมอน ๑ 
มุ้งประทุน ๑ ผ้าห่ม ๑)
 
เมื่อบรรพชาแล้ว ไม่มีใครเป็นพี่เลี้ยงแนะน่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของสามเณรจนถึงเวลาเกือบจะออกพรรษา (พ.ศ. 
๒๔๕๕) มหาดเล็กได้มาเตือนว่า ไม่เห็นขึ้นไปขอศีลขอทัณฑกรรมเหมือนสามเณรอื่นเลย จึงเริ่มรู้สึกว่าจะต้อง
ศึกษาระเบียบหน้าที่ของวัดอีกมาก การเรียนธรรมวินัย สมัยนั้น ก็เรียนสามเณรสิกขาธรรมวิภาค เที่ยวขอเรียน
ตามกุฏิของท่านผู้มีกะใจสอนด้วยตนเอง เพื่อเข้าสอบพร้อมกับนวกะ ตอนใกล้ออกพรรษา เพราะเรายังเป็นเด็ก
บ้านนอกยังไม่สิ้นกลิ่นโคลนสาบควาย จึงพยายามท่องจ่าแบบอย่างเป็นหลักให้มากกว่าการเข้าใจ สันนิษฐาน
ป๎ญหาที่ออกสอบมีถึง ๒๑ ข้อ ถามแบบเป็นส่วนมาก เมื่อเช่นนี้สามเณรบ้านนอก จึงตอบได้คะแนนเป็นที่ ๑ ชนะ
พวกนวกะ เพราะท่านไม่ได้ท่องจ่าแบบ ถึงคราวประทานประกาศนียบัตร มีประทานรางวัลแก่ผู้สอบได้คะแนนที่ 
๑ ด้วย จึงมีโอกาสได้รับรางวัล เป็นนาฬิกาพก ๑ เรือน หน้าบานอยู่หลายวัน 
ในสมัยนั้นทางการคณะสงฆ์เพิ่งจัดให้สามเณรศึกษาความรู้ มีการสอบไล่ความรู้ในวิชาเรียงความ ธรรม
วิภาค ผู้สอบได้เรียกว่าสามเณรรู้ธรรม ฟ๎งได้ในราชการ (คือยกเว้นการเกณฑ์ทหาร) เราเข้าสอบได้ ต่อมาเพิ่มวิชา
พุทธประวัติอีกวิชา ๑ ต้องมีการเรียนอีก 
ขณะนั้นไม่มีครูสอนโดยเฉพาะ แต่ได้อาศัยพระครูวินัยธรรม (มหาเอี่ยม) รับอาสาช่วยสอนให้ มีนักเรียน
ราว ๔-๕ รูป ใช้ที่อยู่ของท่านที่ศาลาการเปรียญ (ศาลาร้อยปี) เป็นที่เรียน 
เมื่อสอนจนนับว่าจบเรื่องจึงมีการสอบเป็นการทบทวนความรู้ เราสอบได้คะแนนดี จึงรับรางวัลเป็นกรอบ
รูปไม้ ๑ กรอบ (ได้น่ามาใส่ประกาศนียบัตรที่สอบธรรมได้ในระหว่างพรรษา) แม้จะดูเป็นของเล็กน้อยในสมัยนี้ 
(พ.ศ. ๒๕๒๕) แต่เมื่อนึกถึงสมัย (พ.ศ. ๒๔๕๕) นับว่ามีค่าสูงพอควรที่จะยิ้มแย้มดีใจทีเดียว” 
 
พ.ศ. ๒๔๕๘ สอบได้นักธรรมชั้นตรี 
พ.ศ. ๒๔๕๙ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค 
 
 
ทรงอุปสมบท ครั้นปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ พระชนมายุครบอุปสมบท 
จึงทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ 
กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท 
สิริวฑฺฒโน) วัดราชบพิธ เป็นพระอุป๎ชฌาย์ และ พระวินัยมุนี (แปลก วุฑฺฒิญา
โณ) วัดราชบพิธ พระญาณดิลก (รอด วราสโย) วัดเสนาสนาราม 
พระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระ อนุสาวนาจารย์ 
ตามล่าดับ เมื่อปีมะเมีย วันที่ ๒ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๔๖๑ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อทรงอุปสมบทแล้ว ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมต่อไป
 
พระวินัยมุนี (แปลก วุฑฺฒิญาโณ) วัดราชบพิธ 
พระกรรมวาจาจารย์ในคราวทรงอุปสมบท 
 
 
พ.ศ. ๒๔๖๑ สอบได้นักธรรมชั้นโท 
พ.ศ. ๒๔๗๐ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค 
 
ดูเหมือนว่าจะไม่ทรงมีพระอัธยาศัยในการศึกษาภาษาบาลี แต่ทรงเพลินไปในการ
ท่าหน้าที่การงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายมากกว่า ประกอบเมื่อทรงอุปสมบทแล้ว
เสด็จพระอุป๎ชาฌาย์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า) ทรงโปรดให้รับใช้ถวายงานในด้านต่างๆ มากขึ้น จึงพาให้เพลินไป
ในการงานและภาระรับผิดชอบ 
พระญาณดิลก (รอด วราสโย) วัดเสนาสนาราม 
พระอนุสาวนาจารย์ในคราวทรงอุปสมบท 
 
พระเกียรติและภาระหน้าที่ 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นที่ทรงโปรดปรานของเสด็จพระอุป๎ชฌาย์ เป็นพิเศษกว่าภิกษุสามเณรที่ถวายงานรับใช้
อื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโดยพื้นพระอัธยาศัยทรงเป็นผู้เรียบร้อยละเมียดละไม 
ฉะนั้น เมื่อทรงมีโอกาสถวายการรับใช้และถวายอุป๎ฏฐาก เสด็จพระ
อุป๎ชฌาย์จึงทรงพระเมตตาโดยง่าย และทรงไว้วางพระทัยในเรื่องต่างๆ เป็น
อันมาก 
ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทรงอุปสมบทได้เพียง ๕ พรรษา เสด็จพระ
อุป๎ชฌาย์ก็โปรดประทานแต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรมผู้ใหญ่ที่ พระครูโฆสิตสุทธ
สร พระครูคู่สวด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ 
ปีรุ่งขึ้น (พ.ศ. ๒๔๖๖) โปรดให้เลื่อนขึ้นเป็น พระครูธรรมธร แล้ว
เลื่อนขึ้นเป็น พระครูวิจิตรธรรมคุณ ในปีเดียวกัน 
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงไว้วางพระทัย
ในเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เพียงไร คงจะเห็นได้จากการที่ทรงปลงสมณบริขารแก่
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่ก่อนจะสิ้นพระชนม์ถึง ๘ ปี
 
เมื่อครั้งทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่พระครูวิจิตรธรรมคุณ 
(พระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์) 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงบันทึกเล่าถึงการถวายงานในเสด็จพระอุป๎ชฌาย์ ตลอดถึงการทรงปลงสมณบริขารไว้
อย่างน่าสนใจยิ่ง ดังนี้ 
“ส่วนการรับสนองงานถวายสมเด็จพระอุป๎ชฌาย์นั้น ได้เริ่มตามโอกาสเช่นการพิมพ์
หนังสือ คือในตอนแรกๆ ได้ช่วยพระครูวิจารณ์ธุรกิจ (ม.ร.ว.เฉลิม ลดาวัลย์) ซึ่งเป็น
ผู้ปฏิบัติสนองเป็นประจ่าอยู่แล้ว ฝุายเราเพียงแต่มาสนทนาปราศรัยกับท่าน เห็น
งานพิมพ์ยังค้างพอมีความรู้การพิมพ์ได้บ้าง จึงช่วยพิมพ์แทนอยู่บ่อยๆ ข่าวนี้คง
ทราบถึงเจ้าพระคุณ 
ต่อมาได้ทรงรับถวายกัณฑ์เทศน์เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบใหม่ รับสั่งให้มอบไว้
ที่เรา วันหนึ่งเมื่อมีงานพิมพ์จึงรับสั่งหา เมื่อขึ้นเฝูาทรงมอบเรื่องให้พิมพ์โดยรับสั่งว่า ไม่ต้องรีบนักก็ได้ เมื่อทูลลา
กลับมาแล้วเกิดวางใจ เพราะรับสั่งไม่ต้องรีบจึงปล่อยงานพิมพ์ให้ว่างอยู่ ๒ วัน พอถึงวันที่ ๓ ก็มีพระมหาดเล็ก 
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 
มาถามว่า เรื่องที่สมเด็จให้พิมพ์เสร็จหรือยัง ท่าให้ตกใจ ที่ประมาทตามรับสั่งหารู้ไม่ว่า มีพระประสงค์
รวดเร็วเช่นนี้ จึงรีบพิมพ์เสร็จเรียบร้อยน่าขึ้นถวายได้ในวันนั้น จากนี้ก็ถือเรื่องนี้เป็นครู ประทานงานตอนเช้าต้อง
ให้เสร็จถวายได้ตอนกลางวัน ถ้างานกลางวันต้องให้เสร็จตอนเย็น ไม่ยอมให้คั่งค้างล่าช้าต่อไป นับว่าได้งานทัน
พระทัยเสมอ ตราบถึงงานศพหม่อมปุุน ชมพูนุท หม่อมมารดาในพระองค์ ซึ่งตั้งศพบ่าเพ็ญกุศลที่ศาลาการเปรียญ 
(ศรป. ในป๎จจุบัน) จึงขอเล่าการศพหม่อมปุุน ชมพูนุท ฝากไว้ในที่นี้ด้วย เสด็จฯ เจ้าพระคุณพระอุป๎ชฌาย์ ทรง
ห่วงใยในชีวิตหม่อมมารดาเป็นอย่างมาก ทรงเกรงว่าถ้าพระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนหม่อมโยมจะล่าบาก จึงโปรดให้
พระคลังข้างที่สะสมเบี้ยหวัดส่วนพระองค์ ในฐานะหม่อมเจ้าไว้จ่านวน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อการศพของหม่อมโยม 
ด้วยพระประสงค์จะตั้งศพหม่อมโยมที่วัดมะขามใต้ ซึ่งได้โปรดให้สร้างมณฑปเพื่อเป็นฌาปนสถานเตรียมไว้แล้ว 
เหตุที่ทรงเกี่ยวข้องกับวัดมะขามใต้ (วัดชินวราราม ป๎จจุบัน) นั้น 
ทราบว่าประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงตรวจการคณะในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มาพบวัดมะขามใต้นี้ 
สร้างอุโบสถค้างอยู่เพียงผนัง ๔ ด้าน ก็หมดทุน จึงทรงตกลงกับเจ้าอาวาสว่า ถ้าอนุญาตให้บรรจุอัฐิหม่อมโยมที่
ฐานพระประธานได้ ก็จะรับช่วยสร้างจนส่าเร็จ เจ้าอาวาสยินดีถวาย จึงน่าให้ได้ปฏิสังขรณ์ทั้งอารามแต่นั้นมา 
ครั้นถึงคราวหม่อมปุุน ชมพูนุท ถึงอนิจจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางราชการจึงถือว่าต่าแหน่งพระสังฆราช 
เทียบเท่าต่าแหน่งเสนาบดี บิดามารดาเสนาบดีถึงมรณะ ต้องได้รับพระราชทานโกศทรงศพ เมื่อเหตุการณ์ไม่สม
พระประสงค์เช่นนี้ จึงต้องตั้งศพที่ศาลาการเปรียญด้านตะวันออกวัดราชบพิธ (ศรป. ในป๎จจุบัน) 
เราได้ฉลองพระเดชพระคุณอย่างเต็มสติก่าลัง ด้วยการควบคุมท่าความเรียบร้อยสถานที่ ติดต่ออาราธนาพระ และ 
 
ฝึกหัดพระภิกษุสามเณรในวัดทุกรูป ให้สวดสรภัญญะเตรียมไว้ทั้งพระใหม่พระเก่า เพื่ออาราธนาสวดประจ่าสัตตม
วารเวียนกันไปจนหมดวัด 
 
เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระมหาวาสน์ วาสโน พ.ศ. ๒๔๖๒ 
 
เมื่อได้รับพระราชทานเพลิงศพใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ที่วัดเทพศิรินทราวาส 
และน าอัฐิอังคาร ไปบ าเพ็ญกุศลบรรจุที่ชั้นล่าง ของมณฑปวัดมะขามใต้
เรียบร้อยแล้ว 
 
จากงานนี้ ๕-๖ วัน ถึงเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. เศษ สามเณรที่อยู่เวรมาแจ้ง
ว่า รับสั่งหา จึงเตรียมตัวขึ้นเฝ้า ก าลังประทับพระเก้าอี้ที่เฉลียงหน้าต าหนัก
อรุณ ริมด้านตะวันออกอย่างเคย เพียงพระองค์เดียว 
 
เ มื่ อ ถ ว า ย บั ง ค ม นั่ ง เ รี ย บ ร้ อ ย แ ล้ ว ไ ด้ รั บ สั่ ง ถ า ม ว่ า “คิ ด จ ะ สึ ก ห รื อ ยั ง ” 
นึกในใจขณะนั้นว่าต้องทูลแบบศรีธนญชัยว่า “เวลานี้ (คือขณะที่เฝ้าอยู่) ยังไม่ได้คิด (ตามความจริง)” จึง
รับสั่งให้ตามเสด็จเข้าภายในต าหนักที่ประทับ (พระที่นั่งสีตลาภิรมย์) ทรงมอบซองหนังสือ ๑ ซอง รับสั่งให้
อ่ า น ดู ใ จ ค ว า ม ที่ ท ร ง เ ป็ น ล า ย พ ร ะ หั ต ถ์ ด้ ว ย ดิ น ส อ ด า 
แสดงถึงครุภัณฑ์สิ่งไรเป็นของสงฆ์ สิ่งไรเป็นของส่วนพระองค์ ได้ประทานบริขารส่วนพระองค์ได้เราทั้งหมด
พร้อมทั้งจตุปัจจัยบางส่วน เมื่อจบแล้ว รับสั่งถามว่า “เป็นการปลงบริขารไหม” 
 
ทูลตอบว่า เป็นการปลงบริขารตามหลักพระวินัยแล้ว ได้รับสั่งอีกว่า ให้น าไปรักษาไว้ถึงคราวเจ็บหนักต่อไป 
ถ้ามีเวลาก็ให้น ามาอ่านทบทวนอีกครั้ง ถ้าไม่มีเวลา ก็ให้ถือปฏิบัติตามพระหัตถ์นี้ และอย่าเปิดเผยให้แพร่ง
พรายจะท าให้ร่ าลือไปต่างๆ 
 
ขณะนั้นรู้สึกน้ าตาซึมเบ้าตา ด้วยนึกว่าจะสิ้นพระชนม์เสียเร็วกระมัง จึงถือว่า เป็นรางวัลชีวิตอย่างสูงสุด ที่
ลูกชาวบ้านจะพึงได้รับ ได้ปกปิดเรื่องการปลงพระบริขาร จาก พ.ศ. ๒๔๗๒ จนถึงวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. 
๒๔๘๐ พระมหาดเล็กได้มาแจ้งตอนเวลาเช้ามืดประมาณ ๐๕.๓๐ น. ว่าเสด็จรับสั่งหา ทั้งนี้ เนื่องด้วย
ประชวร แต่พระอาการยั งไม่เป็นที่น่าวิตกอย่างใด ค รั้นรับสั่งหาในเวลาวิก าลเช่นนี้ 
จึงตกใจมากไม่ทันล้างหน้า รีบขึ้นเฝ้า เห็นบรรทมตะแคงเบื้องซ้าย หลับพระเนตร จึงแสดงอาการกราบให้
หนัก เพื่อรู้สึกพระองค์ เมื่อลืมพระเนตรพบแล้วรับสั่งว่า น าหนังสือ (หมายถึงเรื่องปลงบริขาร) มาด้วยหรือ
เปล่า รีบทูลว่า ยังไม่ได้น ามา แล้วทูลลารีบมาน าหนังสือ ในระหว่างทางได้แจ้งแก่พระเณรที่ตื่นแล้ว ว่าให้รีบ 
 
แจ้งแก่พระเณรในวัดให้ทราบว่า เสด็จประชวรหนักให้รีบมาเฝ้า เมื่อน าหนังสือปลงพระบริขารนั้นมาทูลให้
ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้แก้จ านวนเงินที่ประทานแก่มหาดเล็กบางคนเสียใหม่ ต่อหน้าพระภิกษุสามเณรที่ก าลัง
รุมเฝ้าอยู่มากรูป ในการปฏิบัติพระศพ จึงต้องรับภาระเป็นก าลังจัดการ จนประดิษฐานพระโกศทองน้อย
ภ า ย ใ น ต า ห นั ก อ รุ ณ ชั้ น บ น เ รี ย บ ร้ อ ย 
ท่านผู้รักษาการหน้าที่เจ้าอาวาส พระสาสนโสภณ (ภา ภาณโก) ได้ชี้แจ้งว่า การปฏิบัติพระศพทุกอย่างเป็น
หน้าที่ของคุณผู้รับปลงพระบริขาร ส่วนหน้าที่การงานอันเกี่ยวกับต าแหน่งเจ้าอาวาส จงแจ้งให้ทราบ 
 
รู้สึกหนักใจมาก เมื่อได้ร่วมมือกับภิกษุสามเณรรุ่นเดียวกัน โดยป๎นหน้าที่กันคนละแผนก ร่วมใจกันสนองพระเดช
พระคุณ เพราะไม่ได้เหน็ดเหนื่อยในการพยาบาล ก็ควรร่วมแรงร่วมใจในการ
ปฏิบัติพระศพให้เต็มสติก่าลัง จนตลอด ส่วนพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ก็เรียนรายงาน
ให้ทราบทุกครั้งบ่าเพ็ญกุศล เพื่อท่านได้มาร่วมฐานะรับแขก ปฏิบัติอยู่
ประมาณปีเศษ จึงได้รับพระราชทานเพลิง และบรรจุพระอัฐิที่อนุสาวรีย์ที่ทรง
สร้างเป็นรูปร่างเตรียมไว้ ที่ซอกมุมก่าแพง ด้านพุทธาวาส ทิศตะวันตก 
 
การเป็นผู้จัดการพระศพ ส่าเร็จลงด้วยความเรียบร้อยสมพระเกียรติทุกอย่าง 
ถึงกับได้รับการยกย่องจาก พระสาสนโสภณ (ภา ภาณโก) ว่า “เรายอมแพ้
คุณในการจัดการพระศพครั้งนี้ ล้วนเหมาะสมพระเกียรติทุกอย่าง ตลอดจน
เครื่องไทยทาน จ านวนพระที่ร่วมในพิธีงาน” ผลที่ได้รับตอบแทนครั้งนี้ ซึ่ง
เหมือนท่าปริญญาบริหารศาสตร์ จึงมิช้านานต่าแหน่งหน้าที่ของการคณะก็
มาถึงอย่างไม่คาดหมาย คิดว่าล้วนเป็นผลสนองน้่าใจกตัญํูกตเวทีอย่างเต็มใจแท้จริงนั่นเอง” 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ 
สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
 
ทรงเป็นกวีและนักประพันธ์ 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระอัธยาศัยทางการประพันธ์ ทั้งในเชิงร้อยแก้วและร้อยกรอง ได้ทรงเริ่มสนพระทัยใน
ทางการประพันธ์มาแต่เมื่อเป็นสามเณร แต่มาสนพระทัยอย่างจริงจังหลังจากทรงอุปสมบทแล้ว 
 
ทรงสนพระทัยในการประพันธ์ชนิดใดบ้าง ทรงฝึกฝนพระองค์ในเรื่องนี้อย่างไร และทรงประสบความส่าเร็จในด้าน
การประพันธ์อย่างไรบ้าง ได้ทรงบันทึกเล่าไว้อย่างละเอียด ดังนี้ 
  
 
“ได้ถือโอกาสสอบตกนี้ลองฝึกฝนหัดแต่งการประพันธ์ ไปตามความปรารถนาที่เคยคิดไว้แต่เมื่อยังเป็นสามเณรเล็ก
นั้น เมื่อเพื่อนเด็กฆราวาสไปทราบเรื่องมีการแต่งประกวดให้รางวัลกันที่ไหน ก็มักน่ามาเล่าให้ฟ๎ง ได้ลองแต่งแทน
เด็กไปส่งประกวดกับเขา เป็นการฝึกฝนตนเองในการแต่งร้อยกรอง มักได้รับชมเชยบ้างและถึงกับได้รางวัลที่ ๑ ก็
มีบ่อยครั้ง ถึงคราวรับรางวัลเด็กผู้ส่งเขาก็รับรางวัลเอง เราเพียงแต่ขอดูรางวัลและดีใจด้วย 
 
ชวนให้นึกถึงคราวหนึ่ง โรงละครปราโมทัย ตั้งแสดงที่ต่าบลสามยอด ออกบทให้แต่งดอกสร้อยประกวดชิงรางวัล
ในหัวข้อว่า ระบ่าเอย...ให้แต่งต่อจนจบ บทนี้ได้รางวัลที่ ๑ เพราะแต่งด้วยกลอนกลบท ท่าให้ติดใจจ่าได้ว่า ระบ า
เอย ระบ าสยาม เพลินจิตหวิว พริ้วใจหวาม งามเฉิดฉาย เล่ห์กระบวน ล้วนแกล้งเยือน เยื้อนแย้มพราย โปร่ง
ท่ า เ ยื้ อ ง เ ป รื่ อ ง ที่ ย้ า ย ป ลุ กใ จ เพ ลิ น แ ม้ ต่ า ง ช า ติ ม า ต ร ต น ช ม นิ ย ม เ ยี่ ย ม 
วธูไทย ไวเท่าเทียม เลี่ยมไม่เขิน สาวระบ า ส่ าระบอบ กอบไทยเจริญ เอิกก้องชื่อ อื้อเกียรติเชิญ เพลินจิตเอย. 
 
ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๖๙ มีบุคคลคณะหนึ่งปรากฏชื่อว่า นายแช เศรษฐบุตร เป็นบรรณาธิการผู้จัดการ 
ออกหนังสือรายป๎กษ์ชื่อตู้ทอง จุดหมายเพื่อจะรวบรวมความรู้ต่างๆ ที่ลูกเสือควรจะเรียนรู้จดจ่า 
ในฉบับปฐมฤกษ์มีประกวดให้แต่งโคลง ๔ สุภาพ มีกระทู้ว่า ตู้ ทอง ของ ไทย เห็นสมควรปรารถนาที่จะได้แอบ
ฝึกปรือมานานแล้ว ควรจะได้แสดงฝีปากออกแข่งขันกับเขาบ้างในครั้งนี้ จึงได้แต่งส่งประกวดมีใจความว่า 
 
ตู้ เพียบต าหรับพื้น พิทยา กรเอย ทอง ค่าพึงรักษา สิทธิ์ไว้ ของ ควรกอบวิชชา การรอบ ตัวนอ 
ไทย จักคงไทยได้ เด่นด้วยวิทยา ปรากฏว่าคณะกรรมการตัดสินให้ได้รับรางวัลที่ ๑ ตั้งแต่นี้ก็ได้ใจ คอยติดต่อแต่ง
ส่งประกวดเป็นโคลงบ้าง สักวาบ้าง ดอกสร้อยบ้าง เสมอมา ได้รับรางวัลตั้งแต่ที่ ๑ บ้างที่ ๒ ที่ ๓ บ้าง ชมเชยบ้าง 
 
นับว่าส่านวนการแต่งโคลนอยู่ในชั้นดี ถึงกับคณะกรรมการกระซิบถามเด็กศิษย์ที่ไปรับรางวัลแทนบ่อย ๆ ว่า 
ใครเป็นคนแต่ง เพราะไม่ได้ก่าชับเด็กศิษย์ให้ปิดชื่อเด็ก จึงบอกตามความจริงว่า มหาวาสน์ กรรมการต่างก็ร้องอ๋อ
เป็นเชิงรู้จักฝีปากแต่นั้นมา รางวัลเหล่านี้แม้จะเป็นรางวัลก็จริง แต่ได้รับในนามแฝงยังไม่ควรยกเป็นหลักฐาน ยัง
มีรางวัลในชีวิตที่นับเป็นเกียรติของชีวิตอยู่อีกอย่าง ที่ควรน่าแถลงคือ เป็นประเพณีของวัด 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) 
 
ถึงวันวิสาขบูชาก็มีการแสดงธรรมฟ๎งเทศน์ตลอดคืนถึง ๒ วัน วันกลางเดือนและ
วันแรม ๑ ค่่า จึงต้องอาราธนาภิกษุสามเณรที่สามารถอ่านอักษรขอมได้ (สมัยนั้น
หนังสือที่ใช้อ่านเทศน์ล้วนจารลงในใบลาน ส่านวนเทศน์ก็เป็นพระนิพนธ์ของ
สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เป็นส่วนมาก)
 
 
เมื่อเราอุปสมบทได้พรรษา ๒ ท่านผู้วางเทศน์ก็ได้ก่าหนดให้เราเทศน์กัณฑ์ที่ ๓-๔ เสมอ เรียกว่าเป็นกัณฑ์ถวายตัว 
เพราะเจ้าพระคุณเสด็จพระอุป๎ชฌาย์ มักจะเสด็จขึ้นเมื่อจบเทศน์กัณฑ์ที่ ๓-๔ ทั้งนี้เพราะเราเป็นสามเณรเปรียญ
มาก่อน การแสดงธรรมในครั้งนั้นได้ส่าเร็จลงด้วยความ เรียบร้อยพอประมาณ และ
การแสดงธรรมในสมัยนั้นล้วนแต่มีคาถาให้ต้องว่า สรภัญญะ เรียกว่าขัด
สรภัญญะหน้าธรรมาสน์ ทุกกัณฑ์ เลยเป็นการชวนให้ แข่งขันกันในเชิงสรภัญญะ 
ต่างซุ่มซ้อมไว้อวดในวันเทศน์ น่าให้สนใจในการแสดงดี ขึ้น ปกติเจ้าพระคุณทรง
แสดงปกิณกะ ๑ กัณฑ์ แล้วควบกับเรื่องคัพโภกันติกะ สิ้นเวลาราว ๑ ชั่วโมง เมื่อถึง
ยุคเราได้เทศน์ถวายตัวแล้ว ก็โปรดให้เราเทศน์กัณฑ์ คัพโภกันติกะแทน พระองค์
คงทรงแสดงแต่ปกิณกะเท่านั้น ประมาณวิสาขบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อได้ถวาย
เทศน์ตามเคยแล้ว รุ่งขึ้นอีกประมาณ ๒ วัน พระ มหาดเล็กได้น่าจีวรแพรเซี่ยง
ไฮ้มาถวาย พร้อมกับลายพระหัตถ์ในชิ้นกระดาษมีข้อความ “บูชากัณฑ์เทศน์เมื่อวันกลางเดือน ไพเราะดี เสียแต่
ท า น อ ง ช้ า เ ป็ น ค น แ ก่” จึ ง นั บ ร า ง วั ล ใ น ชี วิ ต ค รั้ ง ที่ ๕ อ ย่ า ง ภ า ค ภู มิใ จ ยิ่ ง 
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ 
 
กาลเวลาที่ผ่านมานั้นก็มีการแต่งร้อยกรองบ้าง เรียงความบ้าง (เช่นเรียงเทศน์ส่าหรับแสดงในวันธรรมสวนะ) 
จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ มีประกาศพระราชปรารถ ให้มีหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กขนาด ๑๐ ขวบ อ่าน
เข้าใจ ครั้งแรก ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงแต่ง สาสนคุณ ได้รับพระราชทานรางวัลที่ ๑ ต่อมา
คณะกรรมการได้เปลี่ยนเป็นตั้งหัวข้อธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งในหนังสือนวโกวาทให้แต่งประกวดปีที่ ๒ มีหัวข้อว่า 
อริยทรัพย์ อ ามาตย์โท พระพินิจวรรณการ ศาสตราจารย์ภาษาบาลีในราชบัณฑิตยสถาน 
ได้รับพระราชทานรางวัลที่ ๓ ประกาศให้แต่งประกวดในหัวข้อธรรมว่า ทิศ ๖ ประจ่าปี พ.ศ. ๒๔๗๔ 
 
เมื่อข่าวประกาศออกทั่วไปแล้ว ม.ล.สิทธิ์ นรินทรางกูร ผู้เคยอุปสมบทอยู่วัดราชบพิธ ๑ พรรษา 
ได้มาเยี่ยมสนทนาชวนให้ลองแต่งประกวดกับเขาบ้าง เพราะเคยทราบอัธยาศัยชอบแต่งประพันธ์มาแล้ว 
จึงเป็นเหตุจูงใจให้ลองดู และเรื่องทิศ ๖ นี้ ได้เขียนเป็นโคลง ๔ สุภาพ บรรยายตามเค้าพระบรมราโชวาทของ
รัชกาลที่ ๖ ที่พระราชทานแก่เสือปุา ได้น่าลงในหนังสือประจ่าเดือนไทยเขษมมาแล้ว จึงได้เริ่มลงมือปลายเดือน
พฤษภาคม รวมเวลาประมาณ ๑ เดือนจบ เพื่อความรอบคอบได้ขอให้ขุนกิตติเวท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดราช
บพิธเกลาส่านวนอีกครั้งก่อน จึงน่าส่งในนาม พระครูวิจิตรธรรมคุณ (วาสน์ นิลประภา เปรียญตรี) วัดราชบพิธ 
ด้วยมีหมายเหตุว่า ถ้ามีคุณค่าควรได้รับรางวัลก็ไม่ขอรับ ขอถวายพระราชกุศล ปรากฏตามค่ากราบถวายบังคมทูล
ร า ย ง า น ข อ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า บ ร ม ว ง ศ์ เ ธ อ ก ร ม พ ร ะ ย า ด า ร ง ร า ช า นุ ภ า พ 
นายกราชบัณฑิตยสภา ใจความว่า
 
 
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด่ารงราชานุภาพ 
นายกราชบัณฑิตยสภา 
 
เมื่อคณะกรรมการลงมติแล้วเลขานุการได้ขยายนามผู้แต่ง ได้ความว่า พระครู
วิจิตรธรรมคุณ (วาสน์ นิลประภา เปรียญตรี) วัดราชบพิธ เป็นผู้แต่งส่านวนที่ 
๑๑ ได้รับพระราชทานรางวัลที่ ๑ (เงิน ๒๐๐ บาท) ได้มีพระราชปรารภในค่าน่า
หนังสือที่พิมพ์พระราชทาน ในพระราชพิธีวิสาขบูชาวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. 
๒๔๗๓ วรรคที่ ๒ ว่า “ในคราวนี้ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระภิกษุสงฆ์
เป็นผู้ได้รับรางวัลที่ ๑ ข้าพเจ้าได้อ่านส่านวนที่ได้รางวัลนี้แล้วรู้สึกว่าแต่งดีมาก 
ทั้งทางใจความ และส่านวน อ่านเข้าแล้วรู้สึกจับใจ และน่าจะน่าให้ผู้อ่านเชื่อฟ๎งประพฤติตามในทางที่ชอบจริงๆ 
ทั้งถอยค่าที่ใช้เลือกเหมาะเข้าใจง่ายชัดเจนมาก ข้าพเจ้าได้อ่านส่านวนอื่นบ้าง แต่เห็นว่าส่านวนที่ได้รางวัลนี้ดีกว่า
ส่านวนอื่นอย่างเปรียบกันไม่ได้ทีเดียว และเมื่อได้ทราบว่าผู้แต่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ยิ่งเพิ่มพูนความปิติของ
ข้าพเจ้าขึ้นอีกมาก ข้าพเจ้าเคยได้ยินมีผู้กล่าวอยู่เนืองๆ ว่า ในสมัยนี้พระภิกษุสงฆ์ ไม่ค่อยจะเอาธุระในการสั่ง
สอนเด็กเหมือนแต่ก่อน และถ้านิมนต์ไปเทศน์ตามโรงเรียนเป็นต้น ก็มักใช้ถ้อยค่าส่านวนที่ยากเกินไปเด็กๆ ไม่
ค่อยเข้าใจ และด้วยเหตุเหล่านี้เด็กของเราจึงไม่ค่อยเอาธุระกับการศาสนา ในสมัยนี้ ที่จริงอย่าว่าเด็กๆ เลย แม้
ผู้ใหญ่ก็ร้องกันว่า ฟ๎งเทศน์ไม่เข้าใจอยู่บ่อยๆ” รางวัลในครั้งนี้คงไม่ปฏิบัติตามหมายเหตุที่ว่าจะไม่ขอรับ
พระราชทานรางวัล เพราะคณะกรรมการตกลงว่า ที่ไม่ขอรับพระราชทานรางวัลเป็นเงินจ่านวน ๒๐๐ บาท เพราะ
เกรงจะผิดวินัย จึงตกลงจัดเป็นท่านองเครื่องกัณฑ์เทศน์เป็นสิ่งของในราคา ๑๐๐ บาท ใบปวารณา ๑๐๐ บาท ได้
เข้ารับพระราชทานรางวัลใน พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อจากพระราชทานพัดยศแต่พระเปรียญ ๙ 
ประโยค และ ๖ ประโยค นับจากได้รับพระราชทานรางวัลครั้งนี้แล้วก็เป็นที่เลื่องชื่อฤานามทั่วไป ไปไหนมาไหน
มักจะถูกชี้ให้ดูกันว่า องค์นี้แหละแต่งหนังสือเก่ง ในหลวงโปรดแทนที่หน้าจะแดงเพราะดีใจกลับจะหน้าซีดเพราะ
กระดากอายเสียด้วยซ้่า คิดว่าคงมิใช่การได้รับพระราชทานรางวัลที่นับเป็นครั้งที่ ๖ เพราะการแต่งหนังสือสอน
พระพุทธศาสนาแก่เด็กนี้เท่านั้น ยังมีรางวัลได้รับแต่งตั้งให้เป็น พระคณาจารย์เอกทางรจนาคัมภีร์ ในครั้งนั้นอีก
ด้วย จึงพลอยให้เป็นคุณสมบัติเข้าเป็นสมาชิกสังฆสภาด้วยรูป ๑ ซึ่งรู้สึกว่าออกจะเกินอ่านาจวาสนาอยู่แล้ว แต่
คุณสมบัติของสมาชิกสังฆสภาระบุว่าต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม หรือเปรียญ ๙ ประโยค หรือพระคณาจารย์
เอก และให้พิจารณาแต่งตั้งตามล่าดับพรรษา เมื่อจ่านวนสมาชิกขาดลงในสมัยที่รับแต่งตั้งเป็นพระคณาจารย์ จึง
ได้รับให้เข้าเป็นสมาชิกสังฆสภาในเวลามิช้า ดูเป็นลัดคิวในต่าแหน่งอันมีเกียรติ ที่น่าริษยาอยู่บ้างก็ได้ การได้รับ
พระราชทานรางวัลในการแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กครั้งนั้น ท่าให้ภิกษุสามเณรตื่นตัวกันมาก ฝุาย
เราก็คงสนใจในการแต่งร้อยแก้วเกี่ยวกับเทศนาบ้าง ร้อยกรองเกี่ยวด้วยบทความคติธรรมบ้าง และคอยส่ง
ประกวดต่อมาอีก ๔-๕ ครั้ง คงได้รับพระราชทานรางวัลที่ ๒ เรื่อง สัมปรายิกัตถประโยชน์ ๔ รางวัลที่ ๑ เรื่อง
สังคหวัตถุ ๔ ต่อมาเลยหยุดเพราะภาระอื่นมากขึ้น เพียงแต่บันทึกปกิณกะจากประสบการณ์ตามเวลาเท่านั้น”
 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้มาก ทั้งในด้านร้อยแก้วและร้อย
กรอง พระนิพนธ์ร้อยแก้ว มีรายการเท่าที่รวบรวมได้ขณะนี้ ดังนี้ 
๑. ค าสวดมนต์แบบมคธ เป็นค่าบรรยายประวัติความเป็นมาพร้อมทั้งเนื้อหา
ธรรมที่ปรากฏในพระสูตรนั้น ทรงบรรยายไว้กว่า ๕๐ เรื่อง 
๒. บันทึกของศุภาสินี เป็นพระนิพนธ์แสดงค่าสอนทางพระพุทธศาสนาอย่าง
ง่ายๆส่าหรับให้คนทั่วไปอ่านเพลิดเพลิน พร้อมทั้งได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ตลอดถึงได้รู้เรื่องขนบประเพณีไทยที่เนื่องด้วย
พระพุทธศาสนา และกิริยามารยาทในสังคมไทยที่น่ารู้ทรงนิพนธ์ไว้เป็นตอนๆ รวม ๖๕ เรื่อง 
๓. รวมพระนิพนธ์ร้อยแก้ว ซึ่งเป็นศาสนคดีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และธรรมในด้านต่างๆ ทั้ง
ส่าหรับภิกษุสามเณรและส่าหรับชาวบ้านทั่วไป รวม ๔๑ เรื่อง เช่น เรื่อง ความดีของพระวินัย การเข้าวัตร 
เทศกาลเข้าพรรษา การท าหน้าที่พระอุปัชฌายะ การสาธารณูปการ การเข้าถึงพระรัตนตรัย การฝึก
ตน ความสามัคคี พระคุณของแม่ เป็นต้น 
 
ส่วน พระนิพนธ์ร้อยกรอง ซึ่งเป็นรูปแบบการประพันธ์ที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงโปรดมากเช่นกัน ได้ทรงนิพนธ์
ร้อยกรองแบบต่างๆ ไว้เป็นจ่านวนมาก เท่าที่รวบรวมได้และจัดเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ 
๑. โคลงกระทู้ ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ จ่านวน ๑๑๒ บท 
๒. โคลงกระทู้ปฏิทิน ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ จ่านวน ๕๘ บท 
๓. โคลงกระทู้ ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ จ่านวน ๑๓๗ บท 
๔. บทสักวา “วันท่าบุญ” ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ รวม ๙๒ บท 
๕. สักวาปฏิทิน ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ รวม ๙๓ บท 
๖. มงคลดอกสร้อย ไม่ปรากฏปีที่ทรงนิพนธ์ รวม ๑๑ บท 
๗. ดอกสร้อยปฏิทิน ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ รวม ๖๑ บท 
๘. สวนดอกสร้อย ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ รวม ๓๙ บท 
๙. สวนดอกสร้อย ไม่ปรากฏปีที่ทรงนิพนธ์ รวม ๕๔ บท 
๑๐. ภาษิตค่ากลอน ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ รวม ๓๒ บท 
๑๑. ค่ากลอนคาถาแห่งปราภวสูตร คาถาที่ ๘ ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖
 
๑๒. ค่าโคลงเรื่องทิศ ๖ ไม่ปรากฏปีที่ทรงนิพนธ์ รวม ๑๐๔ บท 
๑๓. กวีนิพนธ์เบ็ดเตล็ด ซึ่งเป็นบทกวีธรรมและบทสอนใจในลักษณะต่างๆ อีกมาก 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานงานสมโภช
พ ร ะ พุ ท ธ ชิ น สี ห์ 
และจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษก บนเขาดาวดึงส์ วัดคีรี
วงศ์ อ.เมือง 
จ.นครสวรรค์ 
พระนิพนธ์เหล่านี้ นอกจากจะเป็นสิ่งแสดงพระอัธยาศัย
ทางการประพันธ์ให้เป็นที่ปรากฏแล้ว ยังเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัธยาศัย และพระจริยาวัตรในด้าน
ต่ า ง ๆ ข อ ง พ ร ะ อ ง ค์ อี ก ด้ ว ย ใ น ท า น อ ง รู้ จั ก ค น จ า ก ผ ล ง า น 
ฉะนั้น พระนิพนธ์ต่างๆ เหล่านี้จึงมีคุณค่าน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง 
 
 
ทรงฉายในอุโบสถวัดไทยในลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 
เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช
แ ล้ ว 
 
สมณศักดิ์และหน้าที่การงาน 
 
การที่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ถวายงาน และถวายการอุป๎ฏฐาก
ใกล้ชิดแด่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 
มาแต่พรรษายุกาลยังน้อยนั้น 
 
นับว่าเป็นคุณประโยชน์แก่พระองค์เองอย่างมหาศาล เพราะเท่ากับได้เข้าโรงเรียนการปกครองมาตั้งแต่
พ ร ะ ช น ม า ยุ ยั ง น้ อ ย 
เป็นการเตรียมพระองค์เพื่ออนาคตโดยมิได้ทรงคาดคิด การถวายปฏิบัติรับใช้สมเด็จ
พระสังฆราชเจ้าฯ พระองค์นั้น เป็นโอกาสให้พระองค์ได้ทรงเรียนรู้การคณะ การพระศาสนา 
และการปกครอง มาเป็นเวลายาวนานเกือบ ๒๐ ปี กอปรกับพระองค์เองก็ทรงมีพระ 
 
อัธยาศัยช่างคิดช่างสังเกต จึงได้ทรงเรียนรู้และซึมซับเอาแนวพระด่าริและแบบแผนต่างๆ จากสมเด็จพระสังฆราช
เจ้าฯ พระองค์นั้นไว้ได้เป็นอันมาก นับเป็นทุนและเป็นฐานที่ส่าคัญแห่งความเจริญก้าวหน้าในพระสมณศักดิ์ และ
พระภาระหน้าที่ของพระองค์ในเวลาต่อมา แม้โดยพระอัธยาศัยจะทรงถ่อมพระองค์ว่ามีความรู้น้อย เพราะทรง
เป็นเปรียญเพียง ๔ ประโยค แต่เพราะพระองค์เป็นผู้ที่เรียกว่า “เจริญในส านักของอาจารย์” 
คือได้รับการฝึกอบรมมาดี มีความรู้ความสามารถในหน้าที่การงาน และพร้อมด้วยพระจริยามรรยาทอันงาม จึง
เป็นเหตุให้ทรงเป็นที่ยอมรับและเจริญก้าวหน้าในพระเกียรติยศ และหน้าที่การงานมาโดยล่าดับ 
พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูโฆสิตสุทธสร 
พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมธร และในศกเดียวกันนี้ ได้รับพระราชทาน
เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูวิจิตรธรรมคุณ ต่าแหน่งฐานานุกรมของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวร
สิริวัฒน์ 
เมื่อครั้งทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่พระจุลคณิศร (พระราชาคณะปลัดซ้ายสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวร
สิริวัฒน์) 
 
พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ปลัดซ้ายของ สมเด็จพระสังฆราช
เจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ที่ พระจุลคณิศร เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ 
พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นกรรมการคณะธรรมยุต 
พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในศกเดียวกันนี้ ได้รับแต่งตั้งเป็น
พระคณาจารย์เอกทางรจนาพระคัมภีร์ และจากต่าแหน่งนี้เป็นเหตุให้ทรงมีคุณสมบัติได้เป็น สมาชิกสังฆสภา ตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ (ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ดังกล่าว ผู้จะด่ารงต่าแหน่งมาชิกสังฆสภา 
ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป หรือเปรียญธรรม ๙ ประโยคหรือพระคณาจารย์เอก) 
พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะตรวจการภาคกลาง เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะตรวจการ
ภ า ค ๒ รู ป ที่ ๑ 
เป็นเจ้าคณะอ่าเภอพระนคร จังหวัดพระนคร และเป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย (ตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งในที่สุดก็ล้มเลิกไป) 
พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชกวี เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม 
พ.ศ. ๒๔๘๙ และในศกเดียวกัน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการ ในหน้าที่เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ สืบต่อจาก พระสา
สนโสภณ (ภา ภาณโก) ซึ่งมรณภาพในศกนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 
(เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส
 
 
พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรี ในสมัยที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) 
วัดเทพศิรินทราวาส เป็นสังฆนายก และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุป๎ชฌาย์ ครั้นถึง
เ ดื อ น มิ ถุ น า ย น ศ ก นั้ น 
ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพโมลี เมื่อ
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ 
พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การสาธารณูปการ ในสมัย 
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นสังฆนายก ได้รับแต่งตั้งให้
ด่ารงต่าแหน่ง เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ และได้รับแต่งตั้งให้ด่ารงต่าแหน่งเจ้าคณะ
ตรวจการภาค ๑ 
พ.ศ. ๒๔๙๒ มีการเปลี่ยนแปลงเขตภาคทางการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ คงได้รับ
แต่งตั้งให้ด่ารงต่าแหน่งเจ้าคณะตรวจการภาค ๑ เช่นเดิม ครั้นถึงเดือนธันวาคม ศกนั้น ได้รับพระราชทานเลื่อน
สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมปาโมกข์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ 
พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การสาธารณูปการ สมัย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 
(เจริญ ญาณวโร) เป็นสังฆนายก 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) 
 
พ.ศ. ๒๔๙๔ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) ขณะทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่ 
พระสาสนโสภณ ด่ารงต่าแหน่งสังฆนายก ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การสาธารณูปการ
เช่นเดิม ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะธรรมยุตผู้ช่วยภาค ๑-๒-๖ และเป็นเจ้าคณะจังหวัดพระนคร-สมุทรปราการ 
(ธรรมยุต) ภายหลังเพิ่มจังหวัดนครสวรรค์อีก ๑ จังหวัด 
 
เมื่อครั้งทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 
 
พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการ
องค์การสาธารณูปการ สมัย สมเด็จพระอริยวง
ศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) ขณะทรง
ด่ารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต เป็นสังฆนายก
 
พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ที่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เมื่อ
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ 
พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ สมัย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน 
อุฏฺฐายีมหาเถร) ขณะทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหาวีรวงค์ เป็นสังฆนายก 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) 
พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการต่าแหน่งเจ้าคณะธรรมยุตภาค ๑-๒-๖ และได้รับแต่งตั้งเป็นอุปนายก
กรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จ
พระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลง
การปกครองคณะสงฆ์ คือได้ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ และประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะ
สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แทน ซึ่งมีรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ คล้ายสมัยใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ 
ร.ศ. ๑๒๑ คือ บริหารการคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน 
 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรก ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 
๒๕๐๕ ซึ่งขณะนั้นว่างเว้นจากสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ ซึ่งมี
อายุพรรษาสูงสุด เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติฯ 
 
เมื่อครั้งทรงด่ารงสมณศักดิ์ที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ 
และทรงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรก 
 
กรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรกนี้ ประกอบด้วยพระมหาเถระ ๘ รูป คือ 
(๑) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ ต่อมาได้รับการสถาปนา
เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ (สิ้นพระชนม์
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘) 
(๒) สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวง
ศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔) 
(๓) สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริ
ยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖)
 
(๔) พระธรรมปัญญาบดี (วน ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒา
จารย์ (มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐) 
(๕) พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม คือ เจ้าพระคุณสมเด็จ
พระสังฆราช 
(๖) พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร 
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ป๎จจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ 
(๗) พระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี อินฺทโชโต) วัดอนงคาราม (มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑) 
(๘) พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) วัดสัมพันธวงศ์ (มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐) ครั้นถึงเดือนพฤษา
คม ศกเดียวกัน (พ.ศ. ๒๕๐๖) ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 
 
อนึ่ง กรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรกนี้ ได้ประชุมกันครั้งแรก ณ พระอุโบสถวัดสระ
เกศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ 
พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) วัดสัมพันธวงศ์ 
 
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับเลือกเป็นนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ สืบต่อจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) 
สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ และในศกเดียวกัน ได้รับเลือก
ให้ด่ารงต่าแหน่ง เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต สืบต่อจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) 
เช่นเดียวกัน 
 
 
ทรงฉายในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันรับ
พระราชทาน 
สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช 
(วาสน์ วาสโน) 
 
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
พ.ศ. ๒๕๑๖ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุณฺณสิริมหาเถร) 
สมเด็จพระสังฆราช วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สิ้นพระชนม์
 
 
ค รั้ น เ มื่ อ ถึ ง วั น ที่ ๒ ๒ มิ ถุ น า ย น พุ ท ธ ศั ก ร า ช ๒๕๑๗ นี้ 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระพุทธโฆษา
จารย์ (วาสน์ วาสโน) ขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 
นั บ เ ป็ น ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช พ ร ะ อ ง ค์ ที่ ๑๘ แ ห่ ง ก รุ ง รั ต น โ ก สิ น ท ร์ 
ข ณ ะ มี พ ร ะ ช น ม า ยุ ไ ด้ ๗๗ พ ร ร ษ า ดั ง มี ส่ า เ น า ป ร ะ ก า ศ ส ถ า ป น า ดั ง นี้ 
 
ป ร ะ ก า ศ ส ถ า ป น า ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช 
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดลยเดช ป.ร. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี 
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า 
โดยที่ต่าแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ได้ว่างลงเป็นการสมควรที่จะสถาปนาสมเด็จพระราชา
ค ณ ะ ขึ้ น ด่ า ร ง ต่ า แ ห น่ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช 
เพื่อจักได้บริหารการพระศาสนาให้สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ และตามระเบียบ
ราชประเพณีสืบไป และโดยที่ได้ทรงสดับค่ากราบบังคมทูลของรัฐบาล และสังฆทัศนะในมหาเถรสมาคมโดยเอก
ฉันท์มติ จึงทรงพระราชด่าริว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระมหาเถระเจริญในสมณคุณเนกขัมมปฏิบัติ 
สมบูรณ์ด้วยศีลสมาจารวัตร รัตตัญํูมหาเถรกรณธรรม ด่ารงสภาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมาเป็นเวลาช้า
นาน ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยช น์แก่พุทธจักรและอาณาจักรอย่างไพศาล 
ดังมีอรรถจริยาปรากฏเกียรติสมภาร ตามความพิสดารในประกาศสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะมหาสังฆายก 
เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ นั้นแล้ว ครั้นต่อมา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหวิริ
ยาธิคุณ สามารถรับภาระธุระพระพุทธศาสนา เป็นพาหุลกิจนิตยสมาทานมิได้ท้อถอย ยังการพระศาสนาให้
เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเป็นล่าดับตลอดมา ในการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ 
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ โ ฆ ษ า จ า ร ย์ ก็ ไ ด้ ด่ า ร ง ต่ า แ ห น่ ง ก ร ร ม ก า ร ม ห า เ ถ ร ส ม า ค ม ม า แ ต่ เ ริ่ ม แ ร ก 
เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในการปริยัติศึกษาเป็นนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนายกสภา
การศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ตามที่ปรากฏอยู่ในป๎จจุบัน ส่วนในการพระอารามก็ได้เอาใจใส่ควบคุมดูแลระวัง
รักษา จัดการบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุสิ่งก่อสร้างในพระอาราม ซึ่งช่ารุดทรุดโทรมเสียหาย ให้กลับคืนดีมีสภาพ
งดงามมั่นคงถาวรดีขึ้นตลอดมา ดั่งเป็นที่ปรากฏแล้ว ได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นไว้เป็นทุนถาวรส่าหรับบูรณะปฏิสังขรณ์
พระอาราม ชื่อว่าทุนพระจุลจอมเกล้าฯ เริ่มแต่พุทธศักราช ๒๕๑๓ เป็นต้นมา 
อนึ่ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนา พระมงคลวิเสสกถาในงานพระราชพิธี
เฉลิมพระชนมพรรษา สืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายีมหาเถระเป็นประจ่าตลอดมา บัดนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า
 
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นผู้เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาล รัตตัญํู มหาสถาวีรธรรม มั่นคงในพระพุทธศาสนา
เป็นอจลพรหมจริยาภิรัตสงเคราะห์พุทธบริษัท ปกครองคณะสงฆ์ ด่ารงต่าแหน่งสมณศักดิ์ติดต่อกันมาเป็นเวลาช้า
นาน ได้เป็นครูและอุป๎ธยาจารย์ของมหาชนเป็นอันมาก มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล เป็นที่เคารพสักการแห่ง
มวลพุทธศาสนิกบริษัททั่วสังฆมณฑล ตลอดจนอาณาประชาราษฏร์
ทั่ ว ไ ป 
 
สมควรจะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 
ป ร ะ ธ า น า ธิ บ ดี แ ห่ ง สั ง ฆ ม ณ ฑ ล 
เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแด่พระบวรพุทธศาสนาสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 
ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถวายพระสุพรรณบัฏแด่สมเด็จฯ 
ในงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธ ารง สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎกคัมภีรญาณวาสภิธารสังฆ
วิสุตปาวจนุตตมโสภณ ภัทรผลสาธารณูปกร ชินวรวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ
วิบุลศีลสมาจารวัตรสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราชเสด็จสถิต ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม 
ราชวรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานในสังฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร ขออาราธนาให้ทรงรับธุระ
พระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในสังฆมณฑลทั่วไป โดย
สมควรแก่พระอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ จงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฆฐิติ
รุฬห์ไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสริยยศ ๑๕ รูป 
คือ พระมหาคณิศร พุทธศาสนิกนิกรปสาทาภิบาล สกลสังฆ ประธานมหาสถาวีรกิจการี นายกบดีศรีรัตนคมกา
จารย์ พระราชาคณะปลัดขวา ๑ พระจุลคณิศร สัทธรรมนิติธรมหาเถราธิการ คณกิจบรรหารธุรการี สมุหบดีศรี
ธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย ๑ พระครูวินยาภิวุฒิ ๑ พระครูสุตตาภิรม ๑ พระครูธรรมาธิการ พระ
ครูพระปริต ๑ พระครูวิจารณ์ภารกิจ พระครูพระปริต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูโฆสิตสุทธสร 
พ ร ะ ค รู คู่ ส ว ด ๑ พ ร ะ ค รู พิ พั ฒ บ ร ร ณ ก ร ๑ พ ร ะ ค รู สั ง ฆ วิ ธ า น ๑ 
พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ ขอให้พระคุณผู้ได้รับต่าแหน่งทั้งปวงนี้ มีความสุขสิริสวัสดิ์สถาพร ในพระบวร 
 
พุทธศาสนา เทอญ ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๗ เป็นปีที่ ๒๙ ในรัชกาลปัจจุบัน 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี 
 
เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศศรีลังกา 
 
ในฐานสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์
พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้
ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจต่างๆ ด้วยพระเมตตาอย่าง
ทั่วถึง ได้เสด็จไปเยี่ยมพุทธศาสนิกชนในภาคต่างๆ ของ
ประเทศ ทั่วทุกภาคและเกือบทั่วทุกจังหวัด 
 
เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศศรีลังกา 
 
นอกจากนี้ ยังได้เสด็จไปทรงปฏิบัติพระศาสนกิจ ฉลองศรัทธาของพุทธศาสนิกชนใน
ต่างประเทศอีกหลายครั้ง กล่าวคือ เสด็จไปเยี่ยมพุทธศาสนิกชนในประเทศพม่า สิงคโปร์ 
ฮ่องกง ศรีลังกา ญี่ปุุน มาเลเซีย และอังกฤษ เสด็จเยือนประเทศอินเดีย ๒ ครั้ง และเสด็จ
เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ๓ ครั้ง 
เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศศรีลังกา 
 
 
นายกเทศมนตรีนครลอสแองเจลีสถวายกุญแจเมืองแด่สมเด็จพระสังฆราชฯ 
ณ ที่ท่าการเทศบาลนครลอสแองเจลีส เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ 
 
 
 
 
ในการรับเสด็จสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. 
๒๕๒๗ 
  
 
พระกรณียกิจด้านศาสนสัมพันธ์ 
พุทธศักราช ๒๕๒๗ เกิดกระแสข่าว ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดระหว่างพุทธศาสนิกชน และคริสตศาสนิกชนใน
ประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน อันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกันในการด่าเนินกิจการ ทางการเผยแผ่พระ
ศาสนาบางประการ ประกอบกับเป็นระยะเวลาที่สมเด็จพระสันตปาปาแห่งวาติกัน ประมุขแห่งศาสนจักรโรมัน
คาธอลิค จะเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยเกรงว่าจะก่อให้เกิด
เหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมขึ้น ระหว่างการเสด็จมาเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตปาปา 
เ จ้ า พ ร ะ คุ ณ สมเด็จฯ ในฐานองค์พระประมุขแห่งพุทธ
จักรในประเทศ ไทย ได้มีส่วนอย่างส่าคัญในการท่าให้
ค ว า ม รู้ สึ ก ตึ ง เครียดครั้งนั้น ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย 
ในส่วนพระองค์ เองก็ทรงปฏิบัติพระภารกิจ ในการต้อนรับ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สันตปาปา องค์ประมุขแห่งคริสต์จักร ด้วย
ความสง่างาม และสมพระเกียรติ เป็นที่ปลื้มปีติของผู้มา
เยือนและของพุทธศาสนิกชนทั่วหน้า 
ใ น ก า ร รั บ เ ส ด็ จ ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั น ต ป า ป า จ อ ห์ น ป อ ล ที่ ๒ เ มื่ อ พ . ศ . ๒ ๕ ๒ ๗ 
 
พระด ารัสปฏิสันถารของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งประเทศไทย แด่สมเด็จพระ
สันตปาปาจอห์น พอล ที่ ๒ ในโอกาสเสด็จเข้าเฝ้า ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ ท่านพระสันตะปาปา ในโอกาสอันเป็นประวัติศาสตร์ แห่งการที่พระองค์
เสด็จเยือนประเทศนี้ และพระอารามนี้ อาตมาภาพขอปฏิสันถารพระองค์และคณะด้วยความจริงใจ 
แม้ศาสนาต่างๆ ของโลก จะแตกต่างกันในหลักธรรมและการปฏิบัติ แต่ก็มีจุดประสงค์ที่ตรงกันบางประการ เช่น 
ความสุขและความสงบ อันตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม และเมตตาถือไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข กับทั้งกรุณา
คือความเอ็นดูหรือสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจึงร่วมมือและประสานงานกัน 
ได้ในการน่าความสุขและความสงบมาสู่มนุษยชาติ ด้วยวิธีการสั่งสอนอบรมและการชักชวนของพวกเรา 
ให้เว้นความชั่วทั้งปวง ให้บ่าเพ็ญความดี และให้ช่าระจิตใจของตนให้สะอาด ในนามแห่งพุทธศาสนิกชนทั้งปวงใน
ประเทศนี้ อาตมาภาพขอขอบพระทัยที่เสด็จมา ณ ที่นี้ และขอถือโอกาสนี้ ตั้งความปรารถนาให้พระองค์พร้อม
ด้วยคณะ และคริสตศาสนิกชนทั้งปวงทั่วโลก จงประกอบด้วยพลานามัยอันดี มีความสุขและความเจริญตลอดกาล
นานเทอญ. 
 
  
 
 
 
ตู้ พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฎ ก ล า ย ร ด น้่ า 
 
ก า ร สั ง ค า ย น า พ ร ะ ธ ร ร ม วิ นั ย ต ร ว จ ช า ร ะ พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฎ ก 
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ 
รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในฐานะองค์สกลมมหาสังฆปริญายก ได้ทรง
พระราชด่าริให้มีการท่าสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจช่าระพระไตรปิฎก 
เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว โดยได้ทรงมีพระลิขิต ที่ ๒๒๙๑/๒๕๒๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน 
พ.ศ. ๒๕๒๕ เสนอแนวพระราชด่าริต่ออธิบดีกรมการศาสนา เพื่อเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณา ตามด้วย
ส่าเนาพระลิขิตดังนี้ 
“ด้วยอาตมภาพมีความด่าริว่า ปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ นี้ รัฐบาลและปวงชนชาวไทย ได้ร่วมใจกันฉลองกรุง
รัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ทั้งนี้ด้วยความส่านิกในพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่
พระมหากษัตริย์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ที่ได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และทรงปกปูองผองภัยแก่
พ ส ก นิ ก ร ท ร ง ท่ า นุ บ่ า รุ ง พ ร ะ ศ า ส น า ใ ห้ ส ถิ ต ส ถ า พ ร 
ทรงรักษาแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทยให้เป็นอิสระสืบต่อมาจนทุกวันนี้ อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสก
นิกรทั่วหน้าหาที่สุดมิได้ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจ่าชาติไทยมาแต่บรรพกาล พระมหากษัตริย์ทรงเป็น
อัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนา และทรงมีพระบรมราชูปถัมภ์พระสงฆ์ทั้งปวง 
ให้ได้ศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรม ทรงส่งเสริมการคณะสงฆ์ให้มีความ
เจริญรุ่งเรือง ยากที่จะหาประเทศอื่นใดในโลกเสมอเหมือนได้ 
จึงนับเป็นภารธุรที่คณะสงฆ์จะช่วยกันท่านุบ่ารุงพระพุทธศาสนา ให้มีความด่ารง
มั่ น ยั่ ง ยื น สื บ ต่ อ ไ ป สิ้ น ก า ล น า น 
การท่านุบ่ารุงพระพุทธศาสนานั้น ควรเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูพระปริยัติสัทธรรม เพราะพระปริยัติสัทธรรมเป็นราก
แ ก้ ว ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า 
เมื่ อพ ระ ปริ ยัติ สัท ธร รม ด่ารงมั่น คงอ ยู่ พระพุทธศาสนาก็ด่ารงมั่นอยู่ได้ 
พระปริยัติสัทธรรม ได้แก่ ศีล สมาธิ ป๎ญญา ส่งเสริมให้เกิดมรรคผลนิพพาน อัน 
 
เป็นพระปฏิเวทสัทธรรม พระปริยัติสัทธรรม ได้แก่ พระธรรมวินัย อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ทรง
บัญญัติแล้วและได้มีพระพุทธด่ารัสว่า จักเป็นศาสดาแทนพระองค์เมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 
พระมหาเถระในอดีต มีพระมหากัสสป เป็นต้น ได้เล็งเห็นความส่าคัญข้อนี้ จึงได้รวบรวมรักษาพระธรรมวินัยไว้ 
ด้วยการสังคายนาต่อๆ กันมา จ่าเดิมนับตั้งแต่ประเทศไทย ได้รับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ่าแผ่นดิน 
พระสงฆ์ได้ถือเป็นภารธุระทางด้านคันถธุระ จัดการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติ
ธรรม เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ความเข้าใจในพระสัทธรรม โดยมี
พระมหากษัตริย์และรัฐบาลถวายความอุปถัมภ์ตลอดมา ในสมัยล้านนาใน
รัชกาลพระเจ้าติลกราชก็ได้มีการสังคายนาเป็นการใหญ่ เมื่อปีพุทธศักราช 
๒๐๒๐และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๓๑ 
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงอุปถัมภ์ให้มีการ
สังคายนายกย่องพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ทรงรับเป็นพระราชภารธุระท่านุบ่ารุงพระพุทธศาสนา ด้วยการ
อุดหนุนการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมแก่คณะสงฆ์ ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชก็ได้ทรงพระราชด่าริ ให้มีการปริวรรตอักษรขอมภาษามคธเป็นภาษาไทย จัดพิมพ์
พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทยเป็นครั้งแรก มาถึงในรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรง
อาราธนาพระเถรานุเถระให้ช่าระพระไตรปิฎก ตีพิมพ์ขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรม
ห า ว ชิ ร า วุ ธ 
พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชฏฐาธิราช ซึ่งได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว ต่อมาเมื่อครั้งรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ คณะสงฆ์ ได้มีการแปลพระไตรปิฎกภาษาไทยจนจบ 
และได้ตีพิมพ์ขึ้นเนื่องในงานฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ตรวจช่าระต้นฉบับภาษาไทยเทียบกับ
ภาษาบาลี ตีพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ ๔ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พระไตรปิฎกฉบับภาษา
บาลีที่ได้พิมพ์เผยแพร่แล้วนั้น ปรากฏว่ายังมีส่วนที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอีกอยู่ และพระไตรปิฏกแปลภาษาไทย
นั้นก็ยังมีความบกพร่องตามต้นฉบับอีก นอกจากนี้ พระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เป็นบริวารคือคัมภีร์อรรถกถา 
ฎีกา สัททาวิเสสและปกรณ์วิเสส เป็นอันมากยังไม่ได้พิมพ์ ยังไม่ได้แปล แต่มีนิติบุคคล สถาบัน มูลนิธิและวัด
หลายแห่งมีศรัทธาไปจัดท่าแต่ละส่วนๆ ซึ่งเป็นความปรารถนาดี กอปรด้วยศรัทธาวิริยะควรที่คณะสงฆ์ และ
รัฐบาลจะได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเข้าหลักการพัฒนาพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาขึ้น แต่ยังเป็น
ลักษณะต่างคน ต่างท่า ขาดความเป็นเอกภาพ เห็นว่าถ้าได้รับความร่วมมือเป็นสมานฉันท์ร่วมกันน่าฉบับที่ได้
จัดท่าแล้ว ทั้งต้นฉบับบาลีที่ช่าระแล้วและฉบับค่าแปลที่ได้ตรวจทานแล้ว มาให้รับรองก็จะท่าให้เกิดความสมบูรณ์
ขึ้น ซึ่งในการนี้จะต้องจัดให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัย ในโอกาสที่พระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๒๕๒๕ ปี แล้ว 
การสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งนี้ จะท่าให้เกิดความร่วมมือสามัคคีขึ้นหลายประการคือ
 
๑. มีการชักชวนพุทธบริษัทจัดตีพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาบาลี และภาษาไทยที่ได้ตรวจสอบสังคายนาแล้ว 
เนื่องในการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ และในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลป๎จจุบัน จะ
เจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา เป็นอภิลักขิตกาลพิเศษ ซึ่งพระองค์ทรงพระมหากรุณาธิคุณูปการะแก่
พระพุทธศาสนาเป็นอันมาก 
๒. มีการช่าระและแปล พระคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา สัททาวิเสส ปกรณ์วิเสส เป็นภาษาไทย ซึ่งต่อไปจะเป็น
การยากที่จะท่าให้ส่าเร็จได้ กุลบุตรในกาลภายหน้าจะได้อาศัยศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าใจได้โดยทั่วถึง 
๓. มีการแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อันเกิดจากในป๎จจุบันได้มีบุคคลบางกลุ่มบางคณะ แสดงสัตถุศาสน์
นอกธรรม นอกวินัย เผยแพร่ลัทธิที่ผิดเพี้ยนจากพระพุทธวจนะท่าให้เกิดความเข้าใจผิด หลงผิดแก่คณะ
หมู่มาก เป็นการกระทบความมั่นคงของพระพุทธศาสนาของชาติ เพราะเกิดสามัคคีเภท เมื่อได้มีการ
สังคายนาพระธรรมวินัยแล้ว จะท่าให้มีการประมวลข้อประพฤติปฏิบัติในหมู่สงฆ์ ให้เป็นแบบอย่างโดย
อาศัยพระบรมเดชานุภาพ และอ่านาจรัฐให้พุทธบริษัทเกิดความเข้าใจในพระธรรมวินัยที่แท้จริง ขจัด
อธรรมวาที อวินัยวาที และอลัชชี ซึ่งเป็นภัยแก่พระพุทธศาสนา ซึ่งจะท่าให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคง
สถาพรสืบต่อไป 
 
จึงเจริญพรมาให้อธิบดีกรมการศาสนานัดประชุมมหาเถรสมาคมพิเศษ เพื่อน่า ปรารถเรื่องนี้หารือในที่
ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อได้รับความเห็นจากมหาเถรสมาคมแล้ว จะได้ถวายให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ
ขอความอุปถัมภ์จากรัฐบาลในการสังคายนา ทั้งนี้ เพื่อให้งานนี้เป็นงานส่าคัญของบ้านเมืองสืบต่อไป” 
 
ในที่สุดที่ประชุมมหาเถรสมาคมก็ได้อนุมัติตามแนวพระด าริจึงได้ถวายโครงการสังคายนาพระธรรม
วินัยตรวจช าระพระไตรปิฎกครั้งนี้ ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ และขอความอุปถัมภ์ในการสังคายนา
จากรัฐบาล 
 
 
 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
 
แ ล ะ ไ ด้ ท ร ง มี พ ร ะ บั ญ ช า ที่ ๑ / ๒ ๕ ๒ ๗ 
เรื่องการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจช่าระพระไตรปิฎก ดังนี้
 
ที่ ๑/๒๕๒๗ เรื่อง การสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจช าระพระไตรปิฎก เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จบรมบพิตรพระ
ราชสมภารเจ้าองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบนักษัตร ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อ
เป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงมีพระคุณูปการเป็นอเนกประการต่อพระพุทธศาสนา เห็นเป็นการ
สมควรด่าเนินการท่าการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยการตรวจช่าระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับหลวง ทั้ง
ภาษามคธและภาษาไทยขึ้นถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จบรม
บพิตร พระราชสมภารเจ้า ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหาธรรมราชาธิราช ให้เป็นที่ปรากฏตามโบราณราชประเพณี
สืบไปชั่วกาลนาน อาศัยอ่านาจตามความมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงท่าให้กรมการ
ศาสนาน่าโครงการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อ
น่าเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอถวายโครงการนี้ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามโบราณราชประเพณี และขอ
ความอุปถัมภ์จากรัฐบาลให้ด่าเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อไป 
 
สั่ง ณ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๗ (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณา
ยก ในการครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ 
ลงมติเห็นชอบด้วยในหลักการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจช่าระพระไตรปิฎกฉบับหลวง ทั้งภาษามคธและ
ภาษาไทย และเพื่อให้การด่าเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มีค่าสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 
๒๑/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่งตั้งคณะกรรมการอ่านวยการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจ
ช่าระพระไตรปิฎก โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานที่ปรึกษา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
กรรมการอ่านวยการ นอกจากนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงมีพระบัญชา ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ 
แต่งตั้งคณะกรรมการด่าเนินการสังคายนาพระธรรมวินัย รวม ๗ คณะ ได้แก่ 
๑. สังคีติการกสงฆ์ 
๒. คณะกรรมการปาลิวิโสธกะพระวินัยปิฎก 
๓. คณะกรรมการปาลิวิโสธกะพระสุตตันตปิฎก 
๔. คณะกรรมการปาลิวิโสธกะพระอภิธรรมปิฎก 
๕. กรรมาธิการแห่งสังคีติการกสงฆ์ 
๖. คณะกรรมการศาสนบัณฑิต 
๗. คณะกรรมการด่าเนินการและประสานงานฯ 
และมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอีก ๓ คณะ ได้แก่ 
 ๑. คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ 
๒. คณะอนุกรรมการหาทุน
 
๓. คณะอนุกรรมการจัดพิมพ์และจ่าหน่ายพระไตรปิฎก 
 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
 
ต่อมา ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มีพระบรมราชโองการประกาศ
สังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจช่าระพระไตรปิฎก อาราธนาสมเด็จพระอริยวง
ศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ 
พร ะร าชาคณะ พร ะ สงฆ์ เป รี ยญ ธ รร ม พ ร้ อม ด้ วย ผู้ ทร งคุณ วุ ฒิ 
เป็นภารธุระด่าเนินการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจช่าระพระไตรปิฎก และ
ทรงรับโครงการนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามโบราณราชประเพณี 
ใ น วั น ที่ ๒๖ ธั น ว า ค ม พ . ศ . ๒ ๕ ๒ ๘ พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า อ ยู่ หั ว 
ท ร ง ป ร ะ ก อ บ พ ร ะ ร า ช พิ ธี สั ง ค า ย น า พ ร ะ ธ ร ร ม วิ นั ย ต ร ว จ ช่ า ร ะ พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฎ ก 
เพื่อเป็นปฐมอุดมมงคลพระฤกษ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจช่าระ
พระไตรปิฎกครั้งนี้ เป็นการตรวจช่าระพระไตรปิฎกแปล และจัดพิมพ์เป็นภาษาบาลีและภาษาไทย รวม ๔๕ เล่ม 
ได้แก่ พระวินัยปิฎก ๘ เล่ม พระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เล่ม โดยรัฐบาลได้
จัดสรรงบประมาณให้กรมการศาสนา มาใช้จ่ายเฉพาะในการด่าเนินงานสังคายนาตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๒๘-
๒๕๓๐ รวม ๓ ปี เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๘,๗๑๒,๑๕๐.๐๐ บาท (สิบแปดล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นสองพันหนึ่งร้อยห้าสิบ
บาทถ้วน) การสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจช่าระพระไตรปิฎกครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ส่าคัญในประวัติศาสตร์
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเกิดในยุคที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงด่ารงต่าแหน่งองค์สกลมหา
สังฆปริณายก 
  
 
 
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร 
 
การสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ 
 
ในด้านสาธารณูปการ คือการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธสถานต่างๆ นั้น นับ
แต่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงด่ารงต่าแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ได้ทรงบ่ารุงรักษา
และเสริมสร้างถาวรวัตถุ และปูชนียสถานภายในวัดราชบพิธมาเป็นล่าดับ รวมค่า
ก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธเป็นเงินกว่า ๗๐ ล้านบาท 
 
นอกจากนี้ ยังได้โปรดให้สร้างอาคารสถานที่ เพื่อการสาธารณสงเคราะห์ในที่ต่างๆ 
อีกหลายแห่ง กล่าวคือ สร้าง อาคารโรงเรียนวัดราชบพิธ ในบริเวณวัดราชบพิธ ๔ 
หลัง สร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลที่วัดสระกระเทียม อ่าเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ๑ หลัง และที่วัดโพธิ์
ทอง อ่าเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑ หลัง พระมหาเจดีย์
ใหญ่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
 
 
สร้างศาลาพักริมทางที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดปทุมธานี รวม ๘ หลัง 
สร้าง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) ขนาด ๖๐ เตียง ณ ต่าบลบ่อโพง อ่าเภอนครหลวง 
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นชาติภูมิของพระองค์ สร้างสถานสงเคราะห์คนชรา “วาสนะเวศม์” ในบริเวณ
โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) ตั้ง มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) เพื่อสนับสนุน
กิจการ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช และเพื่อการสาธารณกุศล การศาสนา ส่งเสริมการศึกษา และรักษา
วัฒนธรรมของชาติ 
 
พระเกียรติคุณทางการศึกษา 
โดยที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงปฏิบัติพระภารกิจ และศาสนกิจเป็น
คุณประโยชน์ต่อการศึกษา และการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพื่อสันติ
สุขของประชาชนและบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน สถาบันการศึกษา
ต่างๆ จึงได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นการเชิดชู
พระเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏ ดังนี้ 
 
ในการเสด็จเยือนประเทศอินเดียระหว่างวันที่ ๕-๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ 
ทรงรับถวายปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยพาราณสี 
 
 
พ.ศ. ๒๕๒๒ วันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ รัฐบาลอินเดียได้อนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 
สาขาอักษรศาสตร์ ถวาย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ โดยให้มหาวิทยาลัยพาราณสี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลกลาง 
และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ด่าเนินการจัดพิธีถวาย และรัฐบาลอินเดียได้มอบให้เอกอัครราชฑูตอินเดีย
ประจ่าประเทศไทย กราบทูลอาราธนาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จประเทศอินเดียเป็นทางการ และทูลถวาย
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าว เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงโปรดรับอาราธนา และได้เสด็จประเทศอินเดีย
พร้อมทั้งคณะ ในระหว่างวันที่ ๕-๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ 
 
พ.ศ. ๒๕๒๒ เสด็จเยือนเมืองลอสแองเจลิส รัฐคาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อทรงปฏิบัติศาสนกิจตามค่าทูล
อาราธนาของพุทธศาสนิกในเมืองนั้น ในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยโอเรียนทอล สตัดดี้ ได้ทูลถวายปริญญาดุษฎี 
 
บัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ และในศกเดียวกัน (พ.ศ. ๒๕๒๒) มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้
ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ เจ้าคุณสมเด็จฯ เป็นสถาบันที่สาม 
สมเด็จพระสังฆราช (พระราชอุป๎ธยาจารย์) 
และพระภิกษุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ฉาย ณ พระอุโบสถ 
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ 
 
พระกรณียพิเศษ 
 
พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยาม
มกุฏราชกุมาร เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในฐานทรงเป็น
องค์สกลมหาสังฆปริณายก พระประมุขสังฆมณฑล ได้ทรงเป็นพระอุป๎ธยาจารย์ในพระราชพิธีทรงผนวช 
 
 
 
 
ประมวลภาพสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
  
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด่าเนินทรงทอดผ้าปุา 
และสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ทรงพิจารณาผ้าปุา ณ พุทธมณฑล 
ในพิธีเททองพระเกตุมาลาพระประธานพุทธมณฑล เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ 
  
 
 
ทรงฉายในงานฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ 
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายน้่าสรง ในงานฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา 
  
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย ในงานฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา 
 
  
 
พัดรัตนาภรณ์ชั้นหนึ่งและพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย 
ซึ่งได้รับพระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา 
 
 
พระรูปภาพและเจดีย์พระอัฐิของสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
ประดิษฐาน ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
  
 
 
“พระประทีปวโรทัย” พระประธานในพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
ด้านหน้าประดิษฐานพระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
 
 
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร 
 
 
พระอนุสาวรีย์สุดท้าย 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเอาพระทัยใส่ในเรื่องการศึกษาของกุลบุตรมาโดยตลอด 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนวัดราชบพิธ 
ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา 
สร้างมาแต่สมัย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร 
(หม่อมเจ้ากระจ่าง ลดาวัลย์ อรุโณ) 
เจ้าอาวาสพระองค์แรกของ วัดราชบพิธ (ครองวัด พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๔๔) 
 
ได้ทรงอุปถัมภ์บ่ารุงมาโดยล่าดับ ในฐานเจ้าอาวาส
 
โรงเรียนก็เจริญก้าวหน้ามาด้วยดีนักเรียนมีจ่านวนเพิ่มขึ้นตามล่าดับ 
จนอาคารสถานที่คับแคบไม่เพียงพอแก่จ่านวนนักเรียน 
 
 
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) 
ถวายเอกสารสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุ ที่จะใช้สร้างโรงเรียนใหม่ 
 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงได้ทรงพระเมตตาด่าเนินการจัดการ 
สร้างโรงเรียนวัดราชบพิธแห่งใหม่ขึ้น 
ในพื้นที่ราชพัสดุที่กองทัพบกทูลถวายสิทธิ์ 
การใช้พื้นที่ส่าหรับเป็นที่สร้างอาคารโรงเรียนดังกล่าว 
เพื่อเป็นเครื่องสักการะและถวายเป็นพระกุศล 
เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๙๐ พรรษา 
เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
 
 
โรงเรียนวัดราชบพิธ แห่งใหม่จึงได้เกิดขึ้น 
ณ พื้นที่บริเวณริมถนนสนามชัยกรุงเทพฯ ดังที่ปรากฏในบัดนี้ 
 
นับเป็นพระอนุสาวรีสถานเทิดพระเกียรติในพระเมตตาธิคุณ 
ของเจ้าพระคุณสมเด็จให้เป็นที่ปรากฏสืบไป 
 
 
พระโกศกุดั่นใหญ่ทรงพระศพ 
ประดิษฐาน ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
 
 
 
  
 
 
พระอวสานกาล 
 
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเจริญพระชนมายุยืนยาว 
มากพระองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ คือ ๙๑ พรรษา โดยปี 
และทรงมีพระพลานมัยสมบูรณ์แข็งแรงมาโดยตลอด 
ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ ทรงพระประชวรด้วยพระป๎ปผาสะอักเสบเมื่อเดือนมิถุนายน 
จึงได้เข้าประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลศิริราช 
ต่อมาทรงมีพระอาการพระหทัยวายเนื่องจากเส้นโลหิตตีบ 
และกล้ามเนื้อพระทัยบางส่วนไม่ท่างาน เป็นเหตุให้สิ้นพระชนม์ 
เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒ เวลา ๑๖.๕๐ น. 
สิริพระชนมายุได้ ๙๐ พรรษา ๕ เดือน ๒๕ วัน 
ทรงด ารงต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา ๑๔ ปี ๒ เดือน ๕ วัน 
 
กระบวนอัญเชิญพระโกศจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
สู่พระเมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส 
 
 
 
รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก : 
 
 หนังสือชุดพระเกียรติคุณ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : 
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) 
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, สุเชาวน์ พลอยชุม เรียบเรียง, มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑. 
 ๑๙ สมเด็จพระสังฆราช กรุงรัตนโกสินทร์, โกวิท ตั้งตรงจิตร, สวีริยาศาสน์ จัดพิมพ์, ๒๕๔๙ 
นโยบายของเว็บไซต์ (Merchant Policy)
วิธีการชำระเงิน (Payment Method) อ่านทั้งหมด
• โอนเงินผ่านธนาคาร  
• ชำระผ่าน Paysbuy, Paypal
การส่งสินค้า (Shipping information)
๑. ภายในกรุงเทพฯ สามารถรับของได้ภายใน ๑-๓ วันทำการฯ จัดส่งทางไปรษณีย์ โดย EMS ๒. ต่างจังหวัดได้รับของภายใน ๓-๔ วัน ทำการ จัดส่งทางไปรษณีย์ EMS ๓. มารับด้วยตนเอง ที่บางลำพู กรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้าก่อน ดูตัวอย่างสลิปการส่งของได้ที่ http://www.udommongkol.com/webboard-th-21645-1044932-บิลส่งของรายการต่างๆ+ของเว็บอุดมมงคล.html
รายละเอียดบริษัท (Company Detail)
ร้าน อุดมมงคล พระเครื่อง (ซอยบ้านพานถม หน้าวัดบวรนิเวศ ติดกับ สนง.แม่กองธรรม)
เลขที่ 295 ซอยบ้านพานถม (หน้าวัดบวรนิเวศ หน้าวัดบวรนิเวศ ติดกับ สนง.แม่กองธรรม) บางลำพู พระนคร กรุงเทพฯ 10200
ร้านอุดมมงคล พระเครื่อง... อ่านทั้งหมด
นโยบายการคืนสินค้า (Return Policy)
รับประกันสินค้าตลอดอายุ หากไม่แท้ หรือเก๊ ยินดีคืนยืนให้ในราคาตลาดใน ณ ตอนนั้น
เวลาให้บริการ (Business Hour)
รับการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ 24 ชั่วโมง  (หากอยู่หน้าจอจะตอบกลับทันที) หรือ โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ในเวลา จันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 11.00 - 16.00 น  เสาร์ - อาทิตย์ ช่วงเวลา 11.00 - 16.00 น ตอบอีเมล์ทุกๆ วันภายใน 24 ชั่วโมง หากต้องการมาชมพระเครื่องและรายการอื่น ๆ กรุณานัดหมายล่วงหน้า 1 วันนะครับ....  
การรักษาข้อมูล (Privacy Policy)
ทางเว็บไซต์ยึดถือปฏิบัติตามนโยบายรักษาความลับส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดในการรับข้อมูลส่วนตัวของท่านผ่านทางเว็ปไซต์
หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//